วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกอนุทินครั้งที่ 16
วัน พุธ ที่ 26 เมษายน 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ความรู้ที่ได้รับ

นำเสนอโมเดลโรงเรียน 






โรงเรียนอนุบาลแม่ริม
สังกัดคณะกรรมการสำนักงานเอกชน
ตั้งอยู่เลขที่ ๑๗๓ หมู่ที่ ๒ ตำบล แม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ ๕๐๐๐๐ โทรศัพท์ ๐๘๑๘๘๕๕๒๖๑
เปิดสอนระดับชั้น อนุบาล ๑-๓ จำนวน ๓ ห้องเรียน
โรงเรียนมีเนื้อที่ ๑ ไร่
ประวัติของสถานศึกษา
ข้อมูลด้านการบริหาร
ชื่อ - สกุล ผู้บริหาร ดร. นิศากร อ่อนประทุม
วุฒิการศึกษาสูงสุด ปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา
ดำรงตำแหน่งที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่ วันที่ 19 เดือน เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน
ผู้ช่วยผู้บริหาร
ชื่อ ผช. ดร สุพรรษา คำกอง วุฒิการศึกษาสูงสุด ปริญญาโท
ประวัติย่อ
โรงเรียนอนุบาลแม่ริม โรงเรียนอนุบาลแม่ริม ตั้งอยู่เลขที่ ๑๗๓ หมู่ที่ ๒ ตำบล แม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สังกัด สำนักงานเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ ๑ ถึง ชั้นอนุบาล ๓โดยได้รับบริจาคที่ดินจากวัดน้ำตกแม่สาขนาด ๑ไร่ ดร.นิศากรอ่อน ประทุม จึงจัดตั้งโรงเรียนแม่ริมขึ้นเพื่อประชาชนภายในท้องถิ่นได้ส่งลุกหลานมาเรียนให้เด็กได้มีความรู้และโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
คำขวัญของโรงเรียน
เรียนดี ทักษะเด่น เน้นวินัย ใฝ่คุณธรรม
สีประจำโรงเรียน ชมพูฟ้า
สีชมพู หมายถึง สุภาพอ่อนโยน สีฟ้า หมายถึง ความซื่อสัตย์ ความสว่างไสว
สัญลักษณ์โรงเรียน
1. แสงเทียน หมายถึง ความสว่างที่แม้จะน้อยนิดก็สามารถนำแสงสว่างได้ เปรียบเหมือนเด็กน้อยที่ได้รับการพัฒนาและมีความเจริญงอกงามในทุกด้าน
2. ดอกบัวตูมที่โผล่พ้นน้ำ หมายถึง ความงามของดอกบัวที่พร้อมจะเบ่งบานตลอดเวลาเปรียบเหมือนเด็กที่กำลังจะเจริญเติบโตมีวุฒิภาวะความพร้อมในการพัฒนาทุกด้าน
วิสัยทัศน์
โรงเรียนแม่ริม มุ่งมั่นจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความรู้คู่คุณธรรม มีทักษะความสามารถเรื่องเทคโนโลยี มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และพอเพียงข้อมูล
แผนผังการบริหาร
ข้อมูลนักเรียน
ระดับชั้น
เพศ
รวม
ชาย
หญิง
อนุบาลปีที่ ๑
อนุบาลปีที่ ๒
อนุบาลปีที่ ๓
๑๐
๑๑
๑๒


๑๐
๑๘
๒๐
๒๐
รวม
๓๓
๒๗
๖๐
โครงสร้างหลักสูตรของโรงเรียนอนุบาลแม่ริม
หลักสูตรมอนเทสซอริ
มอนเทสซอริ เป็นแนวทางการศึกษาจากวัยแรกเกิดถึงวัยผู้ใหญ่ โดยใช้การสังเกตความต้องการของเด็กๆ ที่อยู่ในวัฒนธรรมต่างๆ รอบโลก
ดร.มาเรีย มอนเทสซอริ (Dr. Maria Montessori)ได้เริ่มงานของท่านเมื่อหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ท่านได้พัฒนาแนวการศึกษาบนพื้นฐานความเข้าใจของท่านในเรื่องแนวโน้มการเรียนรู้อย่างธรรมชาติของเด็กๆ ซึ่งได้ปรากฏให้เห็นในสิ่งแวดล้อมที่มีการจัดเตรียมไว้สำหรับกลุ่มเด็กหลากอายุ (0-3 ปี , 3-6 ปี , 6-9 ปี , 9-12 ปี และ 12-14 ปี)
สิ่งแวดล้อมแนวมอนเทสซอริมีการออกแบบเฉพาะ และอุปกรณ์ที่ต้องใช้มือเพื่อการพัฒนาการจะเชิญชวนให้เด็กๆ ต้องใจในกิจกรรมการเรียนรู้ตามที่เด็กแต่ละคนเลือกสรร เด็กๆในชั้นเรียน
มอนเทสซอริเรียนรู้โดยการค้นพบจากอุปกรณ์ เกิดการบ่มเพาะสมาธิ มีแรงจูงใจ มีวินัยในตนเอง
และที่สุดรักที่จะเรียนรู้ภายใต้การแนะนำของครูที่ผ่านการอบรมมา
ปัจจุบัน โรงเรียนที่จัดแนวการสอนมอนเทสซอริ จะพบว่ามีอยู่ทั่วโลกที่ให้บริการเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึง วัยรุ่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีโรงเรียนเอกชนมากกว่า 4,000 แห่ง ที่จัดแนวการสอนมอนเทสซอริ และโรงเรียนของรัฐมากกว่า 200 แห่ง ที่จัดโปรแกรมแนวมอนเทสซอริ สมาคมมอนเทสซอริสากล (Association Montessori Internationale (AMI) ) ก่อตั้งโดย ดร.มาเรีย มอนเทสซอริ ในปีคศ. 1929 ยังคงรักษาหลักการการศึกษาแนวมอนเทสซอริและเผยแพร่
การศึกษาแนวมอนเทสซอริไปทั่วโลก
ห้องเรียนปฐมวัยมอนเทสซอริเป็น “ห้องนั่งเล่น” สำหรับเด็ก เด็กสามารถเลือกงานของตนเองจากอุปกรณ์ เรียนรู้การแก้ไขให้ถูกวิธีโดยตนเอง ซึ่งวางอยู่บนชั้นวางของที่เปิดเผยและทำงานในพื้นที่เฉพาะตน นานนับช่วงเวลาหนึ่งเด็กจะพัฒนาเข้าสู่สังคมภาวะปกติ เด็กทำงานด้วยสมาธิที่สูงและการรบกวนที่น้อยมาก ภาวะปกติเป็นกระบวนการที่เด็กเคลื่อนไหว จากความไม่เป็นระเบียบวินัยสู่การมีวินัยในตนเอง จากความไม่เป็นระบบสู่ความเป็นระบบ จากความวอกแวกสู่ความเป็นศูนย์กลาง โดยผ่านการทำงานในสิ่งแวดล้อมนั้น กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นจากการทำงานซ้ำๆ กับอุปกรณ์ที่จับใจเด็ก สำหรับเด็กบางคน
การเปลี่ยนแปลงภายในตนนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ความมีสมาธิที่ลุ่มลึก ในปฐมวัยมอนเทสซอรินั้น ความสามารถทางวิชาการเป็นหนทางสู่จุดจบ และการปฏิบัติการด้วยมือเป็นอุปกรณ์เพื่อการพัฒนาการ
ในปฐมวัยมอนเทสซอริ หมวดสำคัญ 5 หมวด ประกอบขึ้นเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีการเตรียมการ ได้แก่
หมวดชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการพัฒนาการของการทำงานในองค์การและสติปัญญา
ผ่านการใส่ใจตนเอง การดูแลสิ่งแวดล้อม การฝึกหัดความสง่างามและความสุภาพ และความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวด้านร่างกาย
หมวดประสาทรับรู้ ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การเป็นระบบ การแยกแยะ และการพรรณนา ความประทับใจในส่วนประสาทรับรู้ที่สัมพันธ์กับความยาว ความกว้าง อุณหภูมิ มวลสาร สี ระดับ และอื่นๆ
หมวดคณิตศาสตร์ รู้จักใช้อุปกรณ์ที่ปฏิบัติด้วยมือ ส่งผลให้เด็กเกิดความคิดก่อขึ้นในใจในเรื่องจำนวน สัญลักษณ์ ลำดับ การปฏิบัติและความทรงจำในข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐาน
หมวดภาษา รวมถึงการพัฒนาการภาษาพูด ภาษาเขียน การอ่าน การใช้ไวยากรณ์ การละครสร้างสรรค์ และ วรรณกรรมของเด็กๆ ทักษะพื้นฐานในการเขียนและการอ่านพัฒนาจากการใช้อักษรทราย ภาพอักษร และการนำเสนอบทเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กสามารถสัมพันธ์เสียงและสัญลักษณ์อักษรได้อย่างง่ายดายและสามารถแสดงสื่อความคิดของตนผ่านการเขียน
หมวดกิจกรรมวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้พื้นฐานต่างๆ ในเรื่องภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์ และชีววิทยา ส่วนเรื่องดนตรี ศิลปะ และการเคลื่อนไหวเป็นส่วนบูรณาการกับหลักสูตรวัฒนธรรม
สิ่งแวดล้อมปฐมวัยรวมเรื่องสังคมจิตวิทยา กายภาพ และการทำหน้าที่ศึกษาหาความรู้ของเด็ก เรื่องสำคัญได้แก่ การจัดเตรียมรากฐานขั้นต้นและขั้นทั่วไปให้แก่เด็กซึ่งรวมถึงเจตคติเชิงบวกที่เด็กมีต่อโรงเรียน ความรู้สึกมั่นคงภายใน และปราสาทรับรู้ในเรื่องการจัดระบบ ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง สิ่งแวดล้อมเชิงกายภาพ ความอยากรู้อยากเห็น ความใจจดใจจ่อ ความคิดริเริ่มและความเพียร
ความสามารถในการตัดสินใจ ความมีวินัยในตนเอง และความรู้สึกรับผิดชอบต่อสมาชิกอื่นๆ ในชั้นเรียน โรงเรียน และชุมชน รากฐานเหล่านี้ส่งเสริมให้เด็กเพิ่มพูนความรู้พิเศษเฉพาะและทักษะตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียน
แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ห้องสมุดมีขนาด ๑๑๐ ตารางเมตร โดยใช้ระบบการสืบค้นระบบดิวอี้
แหล่งเรียนรู้ภายนอก
สวนสัตว์เชียงใหม่
หัตถกรรมพื้นบ้านทำร่มบางบ่อสร้าง
อุทธยานแห่งชาติดอยอินทนน
วัดน้ำตกแม่สา
ปราชญ์ชาวบ้าน
นางมาสสุภา วงศ์สันต์ ให้ความรู้เรื่อง การทำร่มบ่อสร้าง
นายณเดช บ้านแจ้ง ให้ความรู้เรื่อง การทำขนมครก
นางพรรำเพย แสนสุข ให้ความรู้เรื่องตุ๊กตาดินเผา
ผลงานดีเด่น
สุดยอดนักบริหารสถานศึกษา 4 ปีซ้อน
นักบริหารสถานศึกษาเมืองเชียงใหม่ ๒๕๕๙
ครูปฐมวัยดีเด่นประจำภาคเหนือ
สุดยอดครูมืออาชีพระดับจังหวัดเชียงใหม่ ๖ ปีซ้อน
โรงเรียนดีเด่นประจำภาคเหนือ
นักวิทยาศาสตร์ ระดับจังหวัดในระดับชั้นอนุบาล ๒
จิตกรน้อยในโครงการวาดรูปพ่อหลวงระดับชั้นอนุบาล ๓
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลแม่ริม
เพื่อให้เป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพในการวางรากฐานของชีวิตและสร้างพื้นฐานทางสติปัญญาให้กับเด็ก โดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดจน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้กับเด็กๆ อยู่เสมอจากการทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในการดำเนินงานของผู้บริหารและครูทุกท่าน


โรงเรียนอนุบาลเพียงขวัญ


โรงเรียนด่านสวี

ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 15
วัน พุธ ที่ 17 เมษายน 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ยกเลิกคลาสเรียนเนื่องจากอาจารย์ผู้สอนไม่สบาย

บันทึกอนุทินครั้งที่ 14
วัน พุธ ที่ 12 เมษายน 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

หยุดวันสงกรานต์

บันทึกอนุทินครั้งที่ 13
วัน พุธ ที่ 5 เมษายน 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ความรู้ที่ได้รับ

นำเสนอการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา
กลุ่มที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน
กลุ่มที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเศรษฐบุตร
กลุ่มที่ 3 โรงเรียนกัลยาวิทย์
ได้รู้เกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนในรูปแบบต่างๆ

ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 12
วัน พุธ ที่ 29 มีนาคม 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

นำเสนอคำคม

เลขที่ 22 นางสาวจิดาภา ร่าเริง
"เราทำงานคนเดียวไม่ได้ แต่ละคนมีดีคนละอย่าง ควรหันหน้าเข้าหากันทำงานด้วยกัน เอาสวนรวมเป็นหลัก มิใช่ตนเป็นใหญ่"
เลขที่ 23 นางสาวพัชราวรรณ บรรลือทรัพย์
" หากเงินคือ ความหวังของคุณสู่อิสรภาพ คุณจะไม่มีวันได้อิสรภาพนั้น"

ความรู้ที่ได้รับ

การจัดตั้งโรงเรียน



ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 11
วัน พุธ ที่ 22 มีนาคม 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

นำเสนอคำคม


เลขที่ 17 นางสาวจิราพร ละครสระน้อย

"ผู้บริหารทรงประสิทธิผลจะถามว่า นายเขาถนัดอะไร นายจะต้องรู้อะไรบ้างเพื่อใช้จุดแข็งได้เต็มที่ นายต้องการอะไรจากฉันบ้าง ที่จะช่วยให้เขาทำงานได้ดี "
เลขที่ 18 นางสาวปาริฉัตร ภู่เงิน
" ทุกครั้งที่เราเจอเรื่องยากๆ อย่ายอมแพ้ เพราะมันกำลังบอกเราว่า...ให้เราพยายามมากกว่านี้"
เลขที่ 19 นางสาวสุพรรษา คำกอง
" ตัวคุณเองเก่งอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องสร้างทีมงานคุณให้เก่งด้วย"
เลขที่ 21 นางสาวณานุรักษ์ เงินโพธิ์กลาง
" ชมคนด้วยวาจา มีค่ายิ่งกว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญทำร้ายคนด้วยวาจา สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทงด้วยหอกดาบ "

แสดงบทบามสมมติการเป็นผู้บริหารในรูปแบบที่ดีและไม่ดี



กลุ่ม 1




กลุ่ม 2




กลุ่ม 3 



อ้างอิงรูปภาพจาก นางสาว พัชราวรรณ บรรลือทรัพย์

ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10
วัน พุธ ที่ 15 มีนาคม 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

นำเสนอคำคม

เลขที่ 12 นางสาวรัตนาภรณ์ บัวเลิง
" ความสามารถที่คุณไม่ได้ใช้ก็เหมือนปากกาเคมีที่ลืมปิดฝา
มันจะค่อยๆแห้งไป จนเขียนไม่ติด
เลขที่ 15 นางสาวมณีกานต์ อนุแก่นทราย
"ผมมักจะเลือกคนขี้เกียจ ทำงานยากๆเสมอเพราะ เขาจะหาวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการมัน"
เลชที่ 16 นัฐดานันท์ พลายโค
" อย่าปล่อยให้เสียงแห่ง...ทัศนคติ ของคนอื่น ดังกลบเสียง...หัวใจของเราเอง"

ความรู้ที่ได้รับ

เพื่อนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารสถานศึกษา







อ้างอิงรูปภาพจาก นางสาว พัชราวรรณ บรรลือทรัพย์


ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 9
วัน พุธ ที่ 8 มีนาคม 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ความรู้ที่ได้รับ

เพื่อนออกมานำเสนอคำคม
"นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ
เทคนิคการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีสำหรับการเป็นผู้บริหาร

ความหมายของบุคลิกภาพ
ลักษณะทั้งภายนอกและภายในที่รวมอยู่ในตัวบุคคลหนึ่งและเป็นผลทำให้บุคคลนั้น มีความแตกต่างไปจากบุคคลอื่นๆ บุคลิกภาพแบ่งออกเป็น 2 สภาพ ด้วยกันคือ
บุคลิกภาพภายนอก สามารถสังเกตเห็นหรือสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้โดยการฝึกเลียนแบบ และสามารถวัดผลได้ทันที บุคลิกภาพภายนอกที่สำคัญที่สุด คือ บุคลิกภาพทางกายและวาจา
บุคลิกภาพภายใน หมายถึง บุคลิกภาพที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเป็นส่วนที่สัมผัสได้ค่อนข้างยากและต้องใช้เวลาในการสัมผัส

ประเภทของบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพภายนอก คือ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกของแต่ละคนสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน แบ่งเป็น 4 หมวด คือ
1.รูปร่างหน้าตา
2.การแต่งกาย
3.กิริยาท่าทาง
4.การพูด
บุคลิกภาพภายใน คือ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ หรืออุปนิสัยใจคอที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แก้ไขได้ยาก เช่น
1. ความเชื่อมั่นในตนเอง
2. ความกระตือรือร้น
3. ความรอบรู้
4. ความคิดริเริ่ม
5. ความจริงใจ
6. ไหวพริบปฏิภาณ
7. ความรับผิดชอบ
8. ความจำ
9. อารมณ์ขัน
การมองตัวเองในกระจก
การมองเห็นตัวเอง
การยอมรับตัวเอง
การเข้าใจตัวเอง
เชื่อถือในตัวเอง







ในแต่ละครั้งที่เราต้องพบเจอผู้คนในองค์กรหรือนอกองค์กร การสนทนา การแสดงความคิเห็น
หรือการพูดให้ความรู้ การนำเสนองานต่างๆ นั้น ควรประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เนื้อหาสาระของคำพูด 7%
น้ำเสียง 38% กิริยาท่าทาง (บุคลิกภาพ) 55%
1.การใช้สายตา การมอง การสบสายตาขณะพูด
2.การแต่งกาย
3.ภาษาพูด จังหวะการพูด ระดับเสียง
4.การเดิน / การนั่ง
5.การแสดงออกและท่าทาง การไหว้ การรับไหว้
6.ความสะอาด
7.สุขภาพต้องดี คนป่วยคงไม่มีใครอยากเข้าใกล้

สาเหตุที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ คือความท้อถอย
บุคลิกภาพที่ไม่สร้างสรรค์และอยู่ภายในตัวตนแล้วทำให้ความเป็นคนๆ นั้นไม่สมบูรณ์ ได้แก่ความท้อถอยแม้ว่าเป็นประโยคสั้นๆ แต่ถ้าอาการนี้ถ้าเกิดขึ้นกับใครแล้ว อาการนี้จะเข้ามาทำลายความสมดุลในตัวเรา เข้ามาแทรกในความรู้สึกนึกคิดทำให้พลังและศักยภาพของเราลดน้อยลงกว่าครึ่ง ในเรื่องความท้อถอยมักเกิดขึ้นกับบุคคลที่อยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลในช่วงอายุอื่นจะไม่มีความท้อ บางท่านอาจเกิดอาการท้อเป็นช่วงๆ บางท่านโชคดีไม่รู้จักความท้อ
ความท้อถอยสามารถสังเกตได้จากอาการ 3 ลักษณะ คือ
1. ลักษณะของความท้อถอยทางด้านอารมณ์ หรือ ความอ่อนล้าทางอารมณ์ ได้แก่ความรู้สึกเบื่อ
หน่าย ความอ่อนล้า หมดเรี่ยวหมดแรง เกิดความเครียด ความคับข้องใจ ไม่สบอารมณ์
2. ลักษณะของความท้อถอยที่เกิดจากสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ได้แก่ ลักษณะของบุคคลที่ไม่สนใจในพฤติกรรมของใครๆ ไม่ยินดียินร้าย ใครจะทักก็ช่าง ใครไม่ทักก็ช่าง ไม่ใส่ใจพฤติกรรมของคนอื่น มีเจตคติและแนวคิดที่ไม่ดีต่อคนอื่น มองคนอื่นในแง่ร้าย
3. ลักษณะของความท้อถอยที่เกิดจากการไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานของคนบางท่านอาจจะรู้สึกเองว่าตนเองไร้ความสามารถ การทำงานล้มเหลว งานไม่สมกับที่ตั้งใจไว้ บุคคลกลุ่มนี้จะมองคุณค่าของตนเองต่ำ

สาเหตุของความท้อถอย
ด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพที่พึ่งพาคนอื่น บุคลิกภาพที่ขาดความอดทน ขาดความอดกลั้น
บุคลิกภาพที่เชื่อมั่นตนเองสูง บุคลิกภาพที่มีความรับรู้ตนเองต่ำ จิตใจไม่มั่นคง ไม่มั่นใจในทุกเรื่อง
ด้านอายุ บุคคลที่มีอายุน้อย ความท้อถอย มีมากกว่าบุคคลที่สูงอายุ ทั้งนี้เพราะความท้อถอย
มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ วุฒิภาวะ การรู้จักชีวิตมากขึ้น
ด้านสถานภาพการสมรส ความท้อมักเกิดกับคนโสดมากกว่าคนสมรสแล้ว ความท้อยัง
สัมพันธ์กับความเหงา คนโสดทั้งหญิงและชาย ถ้าเกิดอาการท้อถอย บุคคลในกลุ่มนี่จะเกิดอาการนาน
และค่อนข้างรุนแรง
ด้านการปฏิบัติงานในความรับผิดชอบ เริ่มตั้งแต่สองปีแรกของการทำงานบุคคลจะเกิด
ความท้อได้ง่าย ยิ่งปฏิบัติงานแบบไม่มีใครช่วยใคร บุคคลยิ่งเกิดอาการท้อมากขึ้น

แนวทางและวิธีการในการแก้ไขอาการท้อถอย
1.ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแก้ไขที่ตัวเราเองเท่านั้น
2.อย่าเป็นคนตั้งความหวัง ความปรารถนาที่สูงสุดเอื้อม
3.สร้างเจคติเรื่องงานใหม่ให้ท่านคิดว่า “งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุขทำงานให้สนุกเป็นสุขเมื่อทำงาน"
4.มองหาจุดมุ่งหมายในชีวิตใหม่

ครูกับการพัฒนาตน
1.การพัฒนาตนเป็นการที่บุคคลพยายามหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้ตนเองก้าวไปสู่การเป็นผู้มีบุคลิภาพสมบูรณ์ในขอบเขตที่มีความเหมาะพอดีกับความสามารถของผู้นั้น และเหมาะสมกับค่านิยมของสังคมเพื่อการชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาคนนับเป็นสิ่งสำคัญในอันที่จะนำไปสู่การพัฒนาอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นครู
2.ครูควรพัฒนาตนเองใน 2 ลักษณะคือ
1.การพัฒนาตนเองในด้านวิชาชีพ เพื่อการประกอบวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก
-การพัฒนาในด้านความรู้
-การพัฒนาในด้านเทคโนโลยี
-การพัฒนาในด้านคุณลักษณะกับเจคติ
2.การพัฒนาตนเองในด้านการเป็นสมาชิกของสังคม เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
-การรู้จักตนเองและเข้าใจตนเอง
-การสำรวจตนเอง
-การปรับปรุงตนเองในด้านการพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก-ภายใน การพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดี การพัฒนามนุษยสัมพันธ์ การพัฒนาการเรียนรู้

การรักษาสุขภาพอนามัย
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มหรือลดผิดปกติ
- ละเว้นการสูบบุหรี่หรือยาเสพติดให้โทษทุกชนิด
- ไม่ดื่มสิ่งของที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
- พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชม.
- รักษาอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ

การดูแลร่างกาย
- รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน
- ดูแลรักษาเส้นผมและทรงผมให้เรียบร้อยทั้งด้านความสะอาดและรูปทรง
- โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ตัดและขริบให้เรียบร้อย
- รักษาผิวพรรณให้สะอาดสดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ผิวแห้งกร้าน
- รักษากลิ่นตัว
- รู้จักการแต่งหน้าแต่พองาม
- ดูแลเล็บมือ เล็บเท้า ให้สะอาดอยู่เสมอ
- ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่สวมใส่ทุกวัน
- ควรมีการเช็คร่างกายเป็นประจำทุกปี
- เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์


หลักและวิธีเสริมสร้างบุคลิกภาพการยืน เดิน นั่งเป็นส่วนสำคัญที่บอกถึงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลอิริยาบถคือการ
เดิน ยืน นั่ง เปิด-ปิดประตู ขึ้นลงรถ อย่างถูกต้องสวยงาม
การรู้จักทำตัวให้เข้ากับบุคคล สถานที่ และเวลา อย่างถูกต้องถือว่ามีมารยาททางสังคม
ที่ดี เช่น การรู้จักกราบไหว้ที่ถูกวิธี และถูกกาลเทศะ การรู้จักธรรมเนียมของชาวต่างชาติ การปฏิบัติ
ตนในงานเลี้ยงต่างๆการไปเยี่ยมคนป่วยการมอบดอกไม้แสดงความยินดีหรือให้ผู้อาวุโส เป็นต้น
บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และอาจเกิดอะไร
ขึ้นกับเราได้ทุกวินาทีนั้น เราต้องพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะที่พร้อม คือไม่
ตกใจ ดีใจ เสียใจ กลัว เกินกว่าเหตุ สามารถควบคุมท่าทางของตนเองได้เป็นอย่างดี

แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพการรักษาสุขภาพอนามัย
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มหรือลดผิดปกติ
- ละเว้นการสูบบุหรี่หรือยาเสพติดให้โทษทุกชนิด
- ไม่ดื่มสิ่งของที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
- พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชม.
- รักษาอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ


การดูแลร่างกาย
- รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน
- ดูแลรักษาเส้นผมและทรงผมให้เรียบร้อยทั้งด้านความสะอาดและรูปทรง
- โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ตัดและขริบให้เรียบร้อย
- รักษาผิวพรรณให้สะอาดสดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ผิวแห้งกร้าน
- รักษากลิ่นตัว
- รู้จักการแต่งหน้าแต่พองาม
- ดูแลเล็บมือ เล็บเท้า ให้สะอาดอยู่เสมอ
- ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่สวมใส่ทุกวัน
- ควรมีการเช็คร่างกายเป็นประจำทุกปี
- เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์


การแต่งกาย
- สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ซักรีดให้เรียบ
- สีสันไม่ฉูดฉาดควรเลือกสีให้เหมาะสมกับรูปร่างและผิวพรรณของตนเอง
- กระเป๋าถือและรองเท้า ควรใช้หนังที่มีคุณภาพดี สีเรียบ สำรวจส้นรองเท้าจัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อย
- แต่งหน้าให้แนบเนียน ไม่แต่งเข้มผิดธรรมชาติ เลือกใช้เครื่องสำอางที่มีคุณภาพดี
- เล็บและการทาเล็บ ไม่ควรไว้เล็บยาวจนเกินไป ควรเลือกสีกลาง ๆ อย่าปล่อยให้สีถลอกจะไม่น่าดู
- ผม หมั่นสระให้สะอาด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แปรงหวีให้เรียบร้อย เลือกทรงผมที่รับกับใบหน้า
- เครื่องประดับ ควรใช้เพื่อเสริมการแต่งกายให้ดูดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้เครื่องประดับมากจนเกินไปจนดูสะดุดตารกรุงรังไปหมด
- ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม
- ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ

อารมณ์
รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามใจตนเอง คนที่ควบคุมอารมณ์ตนเองได้จะได้เปรียบและจะเอาชนะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ในการปฏิบัติงานเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนอารมณ์กันอยู่เสมอ
ฉะนั้น บุคคลใดที่ต้องการจะพัฒนาบุคลิกภาพของตนให้ดีขึ้นจะต้องเป็นคนรู้จักอดทนใจเย็นเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเกิดขึ้น


การพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิด
ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดในด้านดีไม่มองคนในแง่ร้าย
จิตใจก็เป็นสุข ไม่มีความกังวล ดังนั้นจึงควรพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิดดังนี้
1.มีความเชื่อมั่นในตนเองในการกระทำสิ่งต่างๆ
2.มีความซื่อสัตย์ กระทำตนให้ผู้อื่นเชื่อถือเรา แล้วความไว้วางใจจะตามมา มีเรื่องสำคัญเขาก็จะ
ให้เราทำ
3.มีความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ให้เหมาะสมกับผู้ที่มอบหมายไว้วางใจให้ทำ
4.มีความกระตือรือร้นที่อยากจะทำ เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ
5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักปรับปรุงงานอยู่เสมอ
6.มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีความห่วงใยจะต้องทำให้เสร็จทันตามกำหนด
เวลา
7.มีความรู้
8.ห่วงตัวเอง เติมชีวิตให้กับตัวเอง
9.มีความจำแม่น
10.วางตัวเหมาะสมกับกาลเทศะ


การพัฒนาบุคลิกภาพด้านกายบริหารทรวดทรง
องค์ประกอบของทรวดทรง ขึ้นอยู่กับกลไกของการเคลื่อนไหวของร่างกายและโครงสร้าง
ของร่างกายไม่ว่าหญิงหรือชายก็ชอบที่จะมีรูปร่างงามทั้งนั้น ผู้ชายก็ต้องการมีรูปร่างสมาร์ท ผู้
หญิงก็ต้องการมีเอวบาง ร่างน้อย มีสุขภาพดี การมีรูปร่างงาม สุขภาพดี เกิดจากการพัฒนาตัวเรา
เอง เราเป็นผู้วางแผนในชีวิตของเราเอง
ทรวดทรงอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แต่ส่วนสัดและท่าทาง ทำให้คนทุกคนดูแตก
ต่างกันไป บุคลิกที่ไม่ดีแสดงว่าเจ้าของเรือนร่างขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ถ้าได้เรียนรู้วิธีเสริม
สร้างเสน่ห์ให้กับบุคลิกภาพของตนเองแล้ว จะไม่เพียงทำให้มีรูปร่างสง่างามเท่านั้น ยังสามารถ
ทำให้การปฏิบัติงานเกิดความเชื่อมั่น งานก็มีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นจึงควรใช้เวลาในการบริหาร
ทรวดทรงของตนเองเป็นประจำอยู่เสมอ เพราะสุขภาพที่ดี และทรวดทรงที่งดงามอีกด้วย

  • การปรับปรุงบุคลิกภาพภายใน
  • การยอมรับความจริงเกี่ยวกับตนเอง
  • การปรับปรุงในส่วนที่ปรับปรุงได้
  • การใช้สิ่งอื่นๆเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ

การส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดีควรส่งเสริมคุณภาพจิตสาธารณะมากำกับ เพื่อบุคคลจะได้ลดละความเห็นแก่ตนในระดับที่พอดำรงชีวิตอยู่ได้ เสียสละ เกื้อกูลคนอื่น เป็นผู้รับในบางโอกาสและเป็นผู้ให้ในบางโอกาส มีจิตใจที่ดีงาม มีร่างกายที่สะอาดสดใสก็เท่ากับว่าบุคคลได้ส่งเสริมหรือพัฒนาบุคลิกภาพแล้วนั่นเอง


การพัฒนาบุคลิกภาพด้านการเรียนรู้
ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นครูจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้และเพิมพูนประสบการณ์ให้ตรงกับตนเองอยู่เสมอ เช่น
  • การฟัง
  • การอ่าน
  • การเขียน
ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 8
วัน พุธ ที่ 1 มีนาคม 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ความรู้ที่ได้รับ

เรื่องการวิเคราะห์เชิงปฎิบัติ Swot analy workshop
SWOT คืออะไร ?
หลักการบริหารงานทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน การประเมินและวิเคราะห์สถานภาพขององค์กรเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็น เพราะนอกจากจะทำให้ผู้บริหารทราบถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว การวิเคราะห์องค์กรยังเป็นการกำหนดกรอบการทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้โดยใช้ทฤษฎีที่เรียกว่า SWOT มาเป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์
Sหรือ Strengths หมายถึง ปัจจัยต่างๆภายในองค์กร ที่ทำให้เกิดความเข้มแข็งหรือเป็นจุดแข็งขององค์กรที่จะนำไปสู่การได้เปรียบคู่แข่งขัน เป็นข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายใน เช่น จุดแข็งด้านการเงิน ด้านการผลิต ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านคุณภาพของสินค้า
W หรือ Weaknesses หมายถึง ปัจจัยต่างๆภายในองค์กรที่ทำให้เกิดความอ่อนแอ หรือเป็นจุดอ่อน นำไปสู่การเสียเปรียบคู่แข่ง เป็นปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดจากสภาพภายในซึ่งนักธุรกิจออนไลน์จะต้องหาวิธีแก้ไขปัญหานั้นให้ได้
O หรือ Opportunities หมายถึง ปัจจัยต่างๆ ภายนอกองค์กรที่เอื้อประโยชน์ให้ซึ่งเป็นโอกาสที่ช่วยส่งเสริมการดำเนินธุรกิจ เช่น สภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัว ข้อแตกต่างระหว่างจุดแข็งกับโอกาสในการทำธุรกิจ
T หรือ Threats หมายถึง ปัจจัยต่างๆภายนอกองค์กรที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน เป็นข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก นักธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและพยายามขจัดปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นให้หมดไป
***แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องไม่มองข้ามไป คือ เรากำลังจะเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงกลยุทธฺ์ ที่อาจจะทำให้บางคนไม่พอใจ จากการสำรวจ***
จุดอ่อน: W และ จุดแข็ง: S ภายในองค์กร


โอกาศ: O และ อุปสรรค์: T ภายนอกองค์กร

SWOT ให้คำตอบอะไรกับเรา?
อะไรคือเรื่องหลักที่เราต้องเผชิญในวันนี้
เราจะจัดการกับเรื่องหลักนี้ได้อย่างไร
ข้อสังเกต
บางคนใช้ SWOT เพื่อตั้งคำถามอย่างเดียว
บางคนใข้เหตุผลของ SWOT เพื่อมองข้ามปัญหาไป
ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7
วัน พุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากอยู่ในสัปดาห์สอบ

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6
วัน พุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ความรู้ที่ได้รับ

โครงสร้างขององค์กรและการจัดระบบบริหารงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
การบริหารงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
การบริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีลักษณะการบริหารเฉพาะตัว โดยที่ต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1. นโยบาย และยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศของรัฐบาล
2. แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
1. การจัดแบ่งตามโครงสร้างการบริหารตามขนาด แบ่งเป็น 3 ขนาด คือ
1) โครงสร้างบริหารสถานศึกษาปฐมวัยขนาดเล็ก
2) โครงสร้างบริหารสถานศึกษาปฐมวัยขนาดกลาง
3) โครงสร้างบริหารสถานศึกษาปฐมวัยขนาดใหญ่
หลักในการบริหารงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
1. การบริหารงานวิชาการ
เป็นการบริหารกิจกรรมทุกชนิดในโรงเรียน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพัฒนาการสอนผู้เรียนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพที่สุด
2. การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาปฐมวัย
คือ การปฏิบัติการใช้คนให้ทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีขบวนการต่าง ๆ
3. การบริหารงานธุรการและการเงินในสถานศึกษาปฐมวัย
- งานธุรการในสถานศึกษา
- งานการเงินในสถานศึกษาปฐมวัย
- งานสารบรรณในสถานศึกษาปฐมวัย
การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management)
-เป็นการถ่ายโอนอำนาจจากหน่วยงานไปให้แก่โรงเรียนได้บริหารแบบ
-เบ็ดเสร็จที่โรงเรียนโดยมอบอำนาจการบริหารและจัดการศึกษาให้แก่
-คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งประกอบด้วยผู้ปกครอง
การบริหารแบบมีส่วนร่วม
• การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
• การมีส่วนร่วมช่วยให้เกิดการยอมรับในเป้าหมาย
• การมีส่วนร่วมช่วยให้เกิดความสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบ
ผลดีของการบริหารแบบมีส่วนร่วม
สร้างสรรค์ให้มีการระดมกำลังจากบุคคลต่าง ๆ
• สร้างบรรยากาศและพัฒนาประชาธิปไตยในการทำงาน
• ช่วยให้ลดความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติงาน
ข้อจำกัดของการบริหารแบบมีส่วนร่วม
การแสดงความคิดเห็นเกิดข้อขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร
• ก่อให้เกิดกลุ่มอิทธิพล
• ผู้บริหารกลัวสูญเสียอำนาจ
• การบริหารงานไม่สามารถใช้กับงานที่เร่งด่วนได้

กิจกรรม

ให้นักศึกษาออกมานำเสนอคำคม
-หนทางเดียวที่คุณจะสามารถทำงานให้ออกมาได้ยอดเยี่ยมนั้นคือคุณต้องรักในสิ่งที่ทำ
-ช่างที่อยากทำงานให้ดีจะต้องเตรียมเครื่องมือที่ดี
-ถ้าไม่ลงมือทำอะไรก็เป็นไปไม่ได้
ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5
วัน พุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากนักศึกษาชั้นปีที่ 4 อบรมมารยาทไทย

บันทึกอนุทินครั้งที่ 4
วัน พุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ความรู้ที่ได้รับ

-นำเสนอประเภทของสถานศึกษาปฐมวัย
-โรงเรียนอนุบาล
-ศูนย์พัฒนาเด้กเล้กก่อนเกณฑ์
-เนอร์สเซอรี่
-สถานรับเลี้ยง
-สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

กิจกรรม

ให้นักศึกษาออกมานำเสนอคำคม
-หนทางเดียวที่คุณจะสามารถทำงานให้ออกมาได้ยอดเยี่ยมนั้นคือคุณต้องรักในสิ่งที่ทำ
-ช่างที่อยากทำงานให้ดีจะต้องเตรียมเครื่องมือที่ดี
-ถ้าไม่ลงมือทำอะไรก็เป็นไปไม่ได้
ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา

บันทึกอนุทินครั้งที่ 3
วัน พุธ ที่ 25 มกราคม 2560
วิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

ความรู้ที่ได้รับ

บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร
ความหมายและประเภทของผู้นำ
ผู้นำ (Leader) หมายถึง บุคคลที่มีศิลป บุคลิกภาพ ความสามารถ เหนือบุคคลทั่วไป
ประเภทของผู้นำ
1. ผู้นำตามอำนาจหน้าที่ เป็นผู้นำโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ (Authority)
1.1 ผู้นำแบบใช้พระเดช (Legal Leadership) ผู้นำแบบนี้เป็นผู้นำที่ได้อำนาจในการปกครองบังคับบัญชาตามกฎหมายมีอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ราชการมา
1.2 ผู้นำแบบใช้พระคุณ (Charismatic Leadership) ผู้นำที่ได้อำนาจเกิดขึ้นจากบุคลิกภาพอันเป็นคุณสมบัติส่วนตัวของผู้นั้น มิใช่อำนาจที่เกิดขึ้นจากตำแหน่งหน้าที่
ผู้นำแบบพ่อพระ (Symbolic Leadership) ผู้นำที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมิได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการปกครองบังคับบัญชา
2. ผู้นำตามการใช้อำนาจ
2.1 ผู้นำแบบเผด็จการ (Autocratic Leadership) หรือ อัตนิยม คือใช้อำนาจต่าง ๆ ที่มีอยู่ในการสั่งการแบบเผด็จการ
2.2 ผู้นำแบบเสรีนิยม (Laisser-Faire Leadership) หรือ Free-rein Leadership ผู้นำแบบนี้เกือบไม่มีลักษณะเป็นผู้นำเหลืออยู่เลย คือ ปล่อยให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำ
2.3 ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leadership) ผู้นำแบบนี้ เป็นผู้นำที่ประมวลเอาความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากคณะบุคคลที่อยู่ใต้บังคับบัญชาที่มาประชุมร่วมกัน
3. ผู้นำตามบทบาทที่แสดงออก
จำแนกเป็น 3 แบบ คือ
3.1 ผู้นำแบบบิดา-มารดา
3.2 ผู้นำแบบนักการเมือง (Manipulater Leadership)
3.3 ผู้นำแบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Leadership)
ภาวะผู้นำ กระบวนการหรือพฤติกรรมการใช้อิทธิพลเพื่อควบคุม สั่งการ เกลี้ยกล่อม จูงใจ ให้ผู้ตามหรือกลุ่ม ปฏิบัติตามเพื่อการบรรลุ
1. ผู้นำโดยกำเนิด 2. ผู้นำที่มีความอัจฉริยะ 3. ผู้นำที่เกิดขึ้นตามสายงานบริหาร 4. ผู้นำตามสถานการณ์
ผู้บริหารแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
1. ผู้บริหารทำหน้าที่สั่งการ (Line Manager)
2. ผู้บริหารทำหน้าที่ให้คำแนะนำ (Staff Manager)
3. ผู้บริหารทำหน้าที่สั่งการเฉพาะด้าน (Functional Manager)
4. ผู้บริหารทั่วไป (General Manager)
5. ผู้บริหาร (Administrator)
ระบบการบริหารแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. ระบบเปิด (Open system) เป็นองค์การซึ่งดำเนินภายในและมีการปฏิสัมพัทธ์ (interacts) กับสภาวะแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก วิธีการบริหารงานอย่างอย่างมีระบบนั้นประกอบไปด้วย ปัจจัยจากสภาวะแวดล้อมภายนอกและจากการเรียกร้องขบวนการแปลงสภาพ ระบบการติดต่อสื่อสาร
2. ระบบปิด (Closed System) เป็นระบบที่ไม่ต้องการอิทธิพลใด ๆ จากภายนอกและไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ธุรกิจมักจะมองแต่ภายในองค์การของตนเองมากกว่าท่าจะสนใจกับสภาพแวดล้อม รอบ ๆ ตัวธุรกิจไม่ว่าจะเป็นลูกค้า รสนิยมผู้บริโภค สภาพการณ์ของตลาด ฯลฯ

กิจกรรม

-ให้นักศึกษาออกมานำเสนอคำคม
ประเมินผู้สอน : คุณครูแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
ประเมินตนเอง: มีสมาธิขณะเรียน มาทันเวลา